เกษตรอินทรีย์

รวมสูตรปุ๋ยหมักชีวภาพและน้ำหมักชีวภาพ

untitled1

ดาวโหลด roumsudpuymak

การพัฒนาเครื่องเกี่ยวนวดข้าวคอรวงแบบติดตั้งกับรถไถเดินตาม

imagesCAMKI5OF

ดาวโหลด http-__www.e-manage.mju.ac.th_MISDocRef_02072556104621_OnFizeNiNizezeFizeFiOnSaeg

การทำน้ำหมักชีวภาพและสมุนไพร

untitled2

ดาวโหลด การทำน้ำหมักชีวภาพและสมุนไพร

ส่วนประกอบในสารพด.

2015-01-17_194609

ดาวโหลด

น้ำหมักชีวภาพสำหรับไล่แมลงศัตรูพืชที่หาได้จากในครัว

น้ำหมักชีวภาพสำหรับไล่แมลงศัตรูพืชที่หาได้จากในครัว

หลังจากหยุดพักวันอาทิตย์มา 1 วัน วันจันทร์ก็เข้าสู่โหมดทำงานปกติของมนุษย์เงินเดือน เลิกงาน 5 โมงเยนก็มีเรื่องให้ทำเยอะแยะ กว่าจะถึงบ้านเกือบๆ 5 ทุ่มครับ

มาต่อด้วยสูตรน้ำหมักสำหรับขับไล่แมลงศัตรูพืช ที่หาได้จากในครัวและร้านขายของชำ ซึ่งได้แก่
1. พระเอกในงานเลี้ยง ทุกที่ต้องมีเค้าเป็นตัวหลัก เหล้านั่นเอง ต้อง 40 ดีกรีถึงจะเด็ดแท้เหลา จำนวน 2 แก้ว หรือ 400 มิลลิลิตร

2. น้ำส้มสายชู จำนวน 1 แก้ว หรือ 200 มิลลิลิตร

3. กากน้ำตาล หรือ ซีอิ้วดำ จำนวน 1 แก้ว หรือ 200 มิลลิลิตร

4. หัวเชื้อ EM จำนวน 1 แก้วหรือ 200 มิลลิลิตร

กรณีใช้ซีอิ้วดำ ต้องเติมน้ำตาลทรายแดงอีก 8 ช้อนโต๊ะ

นำทุกอย่างมาผสมกัน เก็บไว้ในที่มืด ทิ้งไว้ 7 วัน…สามารถนำมาใช้งานได้ อัตราใช้ 1: 500
ฉีดตอนเย็น ทุกๆ 3 วัน จำนวน 4-5 ครั้งติดต่อกัน เพลี้ย และแมลงรบกวน จะค่อยๆหายไป

หมัก 1 ครั้งใช้ได้นาน 3 เดือน ถ้าเกินจาก 3 เดือนไปแล้ว เอาไปทำยาฆ่าหญ้าได้ต่อ….

การผลิตอาหารสัตว์ไว้ใช้เองในฟาร์ม

1. หลักการคัดเลือกวัตถุดิบอาหารสัตว์วัตถุดิบอาหารสัตว์ แบ่งได้ 2 ประเภทใหญ่คือ   พวกที่ให้พลังงาน  และพวกที่ให้โปรตีน     อีกพวกคือ ที่ให้แร่ธาตุพวกที่ให้พลังงาน 1. ข้าวโพด

มีสารแคโรทีนสูง  มักเป็นส่วนประกอบอาหารสัตว์ไก่เนื้อ และไก่ไข่ เพราะทำให้ไก่มีสีเหลืองสวยงาม และไข่แดงแดงมากขึ้น   มีพลังงานสูง 3100- 3400 กิโลแคลลอรี่   มีโปรตีน 8-9 %     ข้าวโพดสีเหลืองและสีขาว มีคุณค่าทางอาหารไม่ต่างกันยกเว้น สารแคโรทีนและวิตามินเอ จากข้าวโพดเหลืองจะสุงกว่า

ข้อจำกัดการใช้   
ข้าวโพดใช้ในสัตว์ได้ในปริมาณไม่จำกัด คือกินได้เต็มที่  แต่ควรระวังสารอัลฟาท็อกซิน จะมีอันตรายต่อสัตว์โดยเฉพาะสัตว์ปีก หรือเป็ดจะทนทานได้ต่ำต่อสารพิษนี้    ( เชื้อราอัลฟาท็อกซิน มักเกิดในสภาพที่มีความชื้นสุง อุณภูมิสูง ก็คือ หน้าฝน )

————————————————————————————————

2. ปลายข้าว หรือข้าวปลาย (ภาคอีสานเรียก)

ให้พลังงานสูง 3500-3600 กิโลแคลลอรี่  มีโปรตีน 7-8 %

ข้อจำกัดการใช้

การใช้ปลายข้าวไม่มีข้อจำกัดปริมาณการใช้  แต่ หากใช้ปลายข้าวเหนียว จะทำให้สัตว์ท้องผูกได้ง่าย ควรผสมรำเข้าไปเพื่อช่วยการระบาย

———————————————————————————————–

3. รำละเอียด

มีพลังงาน 2700-3100 กิโลแคลลอรี่  มีโปรตีน 12 % แต่หากใช้รำที่มีแกลบปะปน จะมีโปรตีนต่ำลง 6-7 %

ข้อจำกัดการใช้

– ห้ามใช้ในลูกสุกร จนกว่าจะมีอายุ 10-12 สัปดาห์ขึ้นไป เพราะ มีกากสูง
– ไม่เก็บไว้นานเกิน 30 วัน เพราะจะมีกลิ่นหืนสัตว์ไม่ชอบกิน
– ไม่ใช้ในสุกรอายุ 20-60 กก.เกิน 30 %   แต่ในพ่อมแม่พันธ์ใช้ได้มากกว่า 30 %  และในไก่เนื้อ ไม่เกิน 10 %

***  รำละเอียด มีคุณสมบัติเป็นยาระบาย  หากสัตว์ท้องผูก ก็ให้ระเอียดล้วนๆหรือผสม จะทำให้สัตว์ขับถ่ายดีขึ้น (น่าจะเคยทำกันนะครับ )

———————————————————————————————

4.  มันสำปะหลัง หรือมันเส้น (มันเส้น คือ  มันสำปะหลังสด ที่หั่นเป็นชิ้นๆ ที่เห็นตากไว้ตามถนน )

เป็นวัตถุดิบที่อยุ่ใกล้ตัวเกษตรกรหลายๆท่าน บางท่านปลูกเอง บางท่านอยุ๋ใกล้แหล่งผลิต   แต่มันสำปะหลัง มีโปรตีนต่ำมาก 2  %   พลังงาน 3200-3500   กิโลแคลลอรี่

ข้อจำกัดการใช้

มันสำปะหลังสด มีสารพิษที่ชื่อ กรดไฮโดรไซยานิค หรือเรียกอีกชือว่า  กรดพรัสสิค (prussic acia )  ที่สุง  ไม่ควรนำไปให้สัตว์กิน  ควรนำไปตาก หรือหมักก่อนเพื่อลดปริมาณสารพิษ (แต่ก็ยังคงเหลืออยุ่ )
– ในไก่เล็ก สุกรเล็ก ไม่ควรใช้เกิน 20 %     แต่ในสัตว์น้ำมักนำมาเป็นตัวประสานเพื่อให้อาหารจับกันเป็นก้อนได้ดี

ข้อคิดอีกประการในการใช้มันสำปะหลัง

1.มันสำปะหลัง 0.85 กก. + กากถั่วเหลือง 0.15 กก.
2.มันสำปะหลัง 0.89 กก. + ปลาป่น       0.11 กก.

คิดราคาวัตถุดิบ 2 ชนิดรวมกันในข้อ 1 หรือ 2   แล้วเทียบกับ ปลายข้าวหรือข้าวโพด 1 กก.  ถ้าเท่ากันหรือสูงกว่า ก็ไม่ควรใช้

หรือบางท่านอาจปลูกมันสำปะหลังเอง  ก็อาจได้วัตถุดิบที่ถูกลงกว่าเดิม

ความรุ้เพิ่มเติม

–  มันอัดเม็ด  คือ มันเส้นที่ผ่านการอัดด้วยเครื่องอัดเม็ด ภายใต้ความร้อนและความดัน   เมือ่อัดออกมาจะมีขนาดเมล็ด ยาว 2-3 เซ้น  ขนาดศูนย์กลาง 1 เซ็น  มันอัดเม็ดมักส่งขายต่างประเทศ   ประเทศไทยเป็นอันดับ 1 ในกาาส่งออก   รองมาคือ เวียดนามครับ….. น่าภูมิใจ อีกแล้ว

หัวมันสด     2.22  กก.     แปรรูปได้     มันเส้น     1  กก.
หัวมันสด     2.22  กก.     แปรรูปได้     มันอัดเม้ด  1  กก.
หัวมันสด     4.44  กก.     แปรรูได้       แป้งมัน     1 กก.

5. น้ำมันพืช หรือไขมันสัตว์ 

จัดเป็นแหล่งพลังงานสูง  มีค่าพลังงานสูงกว่าแป้ง 2.25 เท่าโดยประมาณ      (งั้นก็ผสมแทนแป้งได้ซิ….ลดต้นทุนแป้งได้เยอะ )

ข้อจำกัด 

–  ทำให้อาหารหืนได้ง่าย  ควรเติมสารกันหืนทุกครั้ง
– ในลูกสุกร  หากผสมลงไปจะทำให้ลูกสุกรท้องเสียได้ง่ายขึ้น
ไม่ควรใช้เกิน 5-7 %

————————————————————————————————-

พวกที่ให้โปรตีน

1. ปลาป่น

ปลาป่นเป็นแหล่งโปรตีนที่สำคํญ มักจะมีในส่วนประกอบอาหารสัตว์ทุกชนิดขาดไม่ได้     ปลาป่น ที่ขายในท้องตลาดจะทำมากจากปลาเบญจพรรณ  บางท่านเรียกปลาเป็ด  (ปลาราคาต่ำๆหรือไม่มีราคา ที่ชาวประมงจำได้เวลาลากอวน )
ปลาป่น แบ่ง 3 เกรด  คือ

ช้ั้น 1      โปรตีน  60 %
ชั้น 2      โปรตีน  55 %
ชั้น 3      โปรตีน  50 %

ปลาป่นมีคุณค่าสูงมาก   มีสารอาหารหลายๆชนิดอยู่ในปริมาณที่สุงกว่าวัตถุดิบอื่นๆ เช่น  มีเมธไทโอนีน ไลซีน แคลเซียม ฟอสฟอรัส  วิตามินบี 2 และบี 12 …….ที่กล่าวมาปลาป่นมีปริมาณสูงกว่าวัตถุดิบอื่นๆ   ดังนั้น ทุกสูตรอาหารจะขาดปลาป่นไม่ได้

ข้อจำกัด

–  การใช้ปลาป่นในปริมาณที่มากเกินไป  จะทำให้ราคาอาหารสัตว์สุงขึ้น  ดังนั้นควรใช้ร่วมกับแหล่งโปรตีนราคาถูกอื่นๆด้วย
– ไม่ควรใช้เกิน 10 % ยกเว้นในอาหารสัตว์น้ำ กุ้ง
– ปลาป่นที่ขายในท้องตลาด มีโปรตีนที่ไม่แน่นอน  ดังนั้นควรเลือกยี่ห้อ บริษัทที่ไว้ใจได้
– เนื่องจากปลาป่นมีราคาแพงมาก  มักทำให้มีการปลอมปนวัตถุดิบอื่นๆเข้ามา  ดังนั้นควรระมัดระวังในการซ์้อ

อาหารไก่ผสมเอง

 วันนี้ที่บ้านฝนตกทำอะไรเอาเวลาว่างมาเขียนวิธีทำอาหารให้เพื่อนสมาชิกใด้ลองศึกษากันดูอีกรอบจากที่เคยเขียนมาแล้วครั้งหนึ่งเผื่อยังมีคนสนใจอยู่ ผมเชื่อว่าหลายๆท่านที่หันมาประกอบอาชีพนี้หลายคนผ่านอาชีพรับจ้างและเบื่อๆกันมาบ้างไหนๆจะเป็นเกษตรแนวใหม่ทั้งทีถ้ายังพอมีเวลามาใช้ความรู้ที่เรามีให้เป็นประโยชน์เพื่อลดการพึ่งพาอาหารแบบสำเร็จและน่าภูมิใจด้วย การทำอาหารผสมสำหรับไก่ไข่ใครๆก็ทำได้และทำอาไว้เป็นแนวทางครับไม่ยากและวิธีการคิดที่ถูกต้องใครก็ทำได้ถ้าใช้ในปริมาณที่เหมาะสมไก่ไข่ไม่ด้อยกว่าอาหารสำเร็จแน่นอน เข้าเรื่องกันเลยก่อนอื่นต้องวัตถุดิบหลักๆก่อนว่ามีอะไรบ้างซึ่งจะแบ่งออกเป็นสองส่วนคือส่วนที่ ให้โปรตีน มีกากถั่วเหลือง,ปลาป่น,หรือกากน้ำเต้าหู้(ทดแทนกากถั่วเหลือง) นี่คือตัวหลักๆที่หาง่ายและนิยมใช้กันในอาหารสัตว์ทุกชนิด กับส่วนที่ให้พลังงาน  มีรำ,ปลายข้าว,ข้าวโพด,ข้าวเปลือกส่วนใบกระถินหรือใบมันสำปะหลังช่วยเพิ่มโปรตีนนอกจากส่วนผสมหลักเพราะหาง่ายไม่ต้องซื้อ สองส่วนนี้ต้องให้สมดุลย์ถึงกันถ้าจะให้ดีที่สุดหลักๆที่พอจะนำมาใช้ได้ผมรวบรวมข้อมูลไว้ให้อย่างคร่าวๆจะได้ดูง่ายขึ้นส่วนตัวผมลองปรับใช้มาเกือบหมดแล้วครับวัตถุดิบมีดังนี้วัตถุดิบ                                โปรตีน                               ปริมาณที่แนะนำ
กากถั่วเหลือง หรือกากน้ำเต้าหู้            45, 31                              ไม่เกิน 25% ,20%
ปลาป่น                                    50-60                               ไม่เกิน 10%
รำอ่อน                                     8-12                                10-20%
ปลายข้าว                                  8%                                  ไม่มีข้อจำกัด
ใบกระถิน                                  20-24%                            ไม่เกิน 5%
ใบมันสำปะหลัง                            20-25%                        3-7% ไก่ไข่ ไม่เกิน 15% ไก่รุ่น
หัวอาหารสำเร็จ                             17%                                30-50%
หยวกกล้วยสับ                                 _                                 10-30%
ทีนี้ลองเลือกวัตถุดิบดูครับว่าเราจะเอาตัวไหนมาใช้บ้าง ผมจะทดลองเลือกให้ดูเพื่อเป็นตัวอย่างแล้วนำมารวมเพื่อหาโปรตีนทั้งหมดสมสุติผมใช้อาหารให้ไก่กินต่อวันเท่ากับ 4kg และเลือกวัตถุดิบ กากถั่วเหลือง , รำอ่อน,ปลายข้าว ,หัวอาหารแบบสำเร็จ แล้วเอาทั้งหมดมาแทนค่าในสูตรและกำหนดปริมาณทั้งหมดให้ได้เท่ากับ 4kg กากถั่วเหลือง .5k g, รำอ่อน .5k g, ปลายข้าว.5kg หัวอาหาร 1.8 kg  และหยวกกล้ว .5kg ทีนี้เอาทั้งหมดมาหาโปรตีนรวม
กากถั่วเหลือง .5 x 45/ 4  = 5.6
รำอ่อน         .5 x 12/ 4  = 1.5
ปลายข้าว      .5 x 8/4      = 1
หัวอาหาร       1.8 x 17/4 = 7.6
กระถินป่น     .2 x 24/4   = 1.2
รวมโปรตีน  5.6+1.5+1+7.6+1.2 = 16.9%
ตัวอย่างที่สามถ้าไม่มีทั้งกากถั่วเลืองและกากน้ำเต้าหู้และใบกระถินอันนี้ต้องเพิ่มหัวอาหารให้เยอะขึ้นตามจำนวนที่หายไปแล้วนำมาคำนวณหารโปรตีนรวมใหม่วิธีคิดก็เมือนเดิมครับแต่จะช้วยลดต้นทุนนิดหน่อย
หรืออีกตัวอย่างกรณีที่ใช้กากน้ำเต้าหู้แทนกากถั่วเหลืองโดยผมใช้มากกว่ากากถั่วเหลืองเพราะมีราคาถูกแต่ไม่ควรที่จะเกินยี่สิบเปอร์เซ็นต์ลองที่ 18% คิดเป็นปริมาณก็จะใด้  .7 kg แลผมจะลดตัวอื่นลง200 กรัมเพ่อที่จะให้ปริมาณอาหาร 4kg เท่าเดิมสมมุติผมลดปลายข้าวและรำลงอย่างละร้อยกรัมตัวอื่นยังเหมือนเดิมก็จะได้ท่ากับ
กากน้ำเต้าหู้    31x.7/ 4 = 5.4
รำอ่อน         12x.4/4  = 1.2
ปลายข้าว       8x.4/4    =  .8
ส่วนตัวที่เหลือยังเหมือนเดิม
รวมโปรตีนเท่ากับ 16.2 เปอร์เซ็นต์จะน้อยกว่าใช้กากถั่วเหลืองนิดหน่อยหรือถ้าอยากได้โปรตีนเพิ่มเติมกากถั่วเหลืองสักร้อยกรัมแล้วลดปลายข้าวลงเท่าจำนวนตัวที่เพิ่มเข้าไปครับ
และอีกวิธีสุดท้ายคือไม่ใช้หัวอาหารเลยผมใช้แค่ปลาป่นห้าเปอร์เซ็นต์ กากถั่วเหลือง ปลายข้ายหรือข้าวเปลือก รำอ่อน และหยวกกล้วยรวมโปรตีนแล้วได้13-15% ผมใช้เลี้ยงไก่พ่อพันธ์แต่ไก่บ้านตัวเมียมันแอบมาผสมโรงเรื่อยพอฟักไข่ใบโตกว่าไก่บ้านเดิมค่อนข่างเยอะผมว่าถ้าเอาไปเลี้ยงไก่ไข่ไม่น่ามีปัญหาแต่ว่าต้องเพิ่มแร่ธาตุให้เขาด้วครับหาซื้อได้ตามร้านขายอาหารทั่วไปซองละไม่กี่บาทใช้นิดซื้อทีใช้ได้นาน
สุดท้ายเพิ่มเติมอีกหน่อยถ้าไก่ที่เราเลี้ยงเป็นแบบปล่อย (ผมเลี้ยงแบบนี้) เขาจะหาจิกกินหญ้าหรือหาเศษอาหารหารเหลือเสริมให้เขาก็จะหยัดต้นทุนได้มากกว่าเดิมอีกครับ

เครือข่ายคลินิกเทคโนโลยี

2015-02-01_085025

                          เทคโนโลยีพร้อมถ่ายทอด 

การผลิตเห็ดถุง 

ระบบการผลิตเห็ดถุงมีขั้นตอนที่แยกได้ชัดเจนเป็น 4 ขั้นตอน ซึ่งฟาร์มเห็ดอาจจะทำเพียงอย่างเดียว หรือทำครบวงจรในทุกขั้นตอนก็ได้ คือ
          1. การผลิตเชื้อวุ้น
          2. การผลิตเชื้อข้าวฟ่าง
          3. การผลิตถุงเชื้อเห็ด
          4. การผลิตดอกเห็ด
การผลิตเชื้อวุ้น
          สูตรอาหารวุ้น พี.ดี.เอ. ในการเตรียมอาหารวุ้น จำนวน 1 ลิตร มีส่วนประกอบดังนี้

                    มันฝรั่ง                                        200-300  กรัม
                    น้ำตาลเด็กโทรสหรือกลูโคส                   20  กรัม
                    วุ้น                                                    15  กรัม
                    น้ำ                                                     1  กรัม
          วิธีทำอาหารวุ้น
          1. นำมันฝรั่งมาล้าง ปอกเปลือก หั่นให้มีขนาด 1x1x1 เซนติเมตร
          2. นำไปต้มกับน้ำสะอาด 1 ลิตร ต้มจนน้ำเดือด ใ้ช้ไฟอ่อน ๆ นาน 15 นาที
          3. กรองเอากากมันออก เอาแต่น้ำวัดปริมาตรให้ได้ 1 ลิตร
          4. ละลายวุ้นกับน้ำพอเปียก เทใส่ในน้ำต้มมันฝรั่ง นำไปต้มคนให้ละลายแล้วเติมน้ำตาลหรือกลูโคส คนละลายให้เข้ากัน แล้วยกลง
          5. นำมาบรรจุขวดแบน ใส่อาหารวุ้นลงไปให้สูงจากพื้นก้นขวดประมาณ 1 นิ้ว ระวังไม่ให้วุ้นเปื้อนปากขวด อุดด้วยสำลีและหุ้มด้วยกระดาษ รัดยางให้แน่น
          6. นำขวดวุ้นไปนึ่งในหม้อนึ่งความดัน ใช้ความดันประมาณ 15-16 ปอนด์/ตารางนิ้ว นึ่งนานประมาณ 25-35 นาที
          7. เมื่อขวดอาหารวุ้นยังอุ่นพอจับได้ ให้นำขวดไปเอียงเพิ่มพื้นที่ผิววุ้น (การเอียงขวดให้หาไม้มารองด้านปากขวด หรือคอขวด)
          8. เมื่อขวดวุ้นเย็นนำไปเขี่ยเนื้อเยื่อเห็ดใส่ หรือถ้ายังไม่เขี่ยเชื้อให้นำขวดอาหารวุ้นไปเก็บไว้ในตู้เย็นก่อนเพื่อรอเขี่ยเชื้อ สามารถเก็บขวดอาหารวุ้นได้นานเป็นเดือน
  
          การเลี้ยงเชื้อเห็ดในอาหารวุ้น
          ขั้นตอนในการเขี่ยเชื้อต้องเน้นด้านการปลอดเชื้อ ต้องทำความสะอาดตู้เขี่ยเชื้อ ฉีดพ่นด้วยแอลกอฮอล์ 70% เปิดแสงยูวี ประมาณ 30-60 นาที ขั้นตอนในการปฏิบัติมีดังนี้
          1. นำอุปกรณ์ที่ใช้ ได้แก่ ขวดอาหารวุ้น ตะเกียง เข็มเขี่ย มีด ดอกเห็ดที่สด สะอาดและสมบูรณ์เข้าในตู้เขี่ย
          2. ฉีดพ่นแอลกอฮอล์ตามมือและแขนของผู้ปฏิบัติ ใช้มือที่ถนัดจับเข็มเขี่ยลนไฟฆ่าเชื้อ
          3. ฉีกดอกเห็ดออกเป็น 2 ส่วน พร้อมใ้ช้เข็มเขี่ยจิกเนื้้อเยื่อจากดอกเห็ด ขนาดประมาณหัวเข็มหมุด
          4. หยิบขวดอาหารวุ้นใช้อุ้งมือด้านที่ถือเข็มเขี่ยดึงจุกสำลีออก จุกสำลีที่ดึงออกนั้น ห้ามวางกับพื้นเด็ดขาด ลนไฟที่ปากขวดอาหารวุ้น
          5. นำเนื้อเยื่อที่ปลายเข็มเขี่ยเข้าไปวางลงบนอาหารวุ้น ให้วางตรงกลางอาหารวุ้น
          6. ลนไฟที่ปากขวดอีกครั้ง และิปิดจุกสำลีหุ้มด้วยกระดาษแล้วยางรัด นำไปเก็บไว้ในอุณหภูมิห้อง อย่าให้ถูกแสงแดด หรือถูกความร้อน เส้นใยเห็ดจะเดินเต็มผิวหน้าอาหารวุ้น ใช้เวลาไม่เท่ากัน เฉลี่ยประมาณ 10-20 วัน เมื่อเส้นใยเดินเต็มผิวหน้าแล้วควรนำไปใช้ เช่น นำไปต่อลงอาหารวุ้นใหม่ หรือต่อลงในเมล็ดธัญพืชหรือเมล็ดข้าวฟ่าง หรืออาจนำไปเก็บรักษาไว้ในตู้เย็นเพื่อชะลอความแก่ของเชื้อเห็ดได้
  
การผลิตเชื้อข้าวฟ่าง
          1. ล้างเมล็ดข้าวฟ่างเอาฝุ่นละอองออก และคัดเมล็ดที่ลอยน้ำทิ้งให้เหลือเมล็ดที่จม แล้วแช่เมล็ดข้าวฟ่างไว้ 1 คืน
          2. นำเมล็ดที่แช่ไว้มาล้างน้ำอีก 2-3 ครั้ง ให้สะอาดหมดกลิ่นเปรี้ยว
          3. นำมาต้มให้สุก เร่งไฟให้น้ำเดือดแล้วจึงหรี่ไฟให้เดือดเบา ๆ ใช้ไม้พายกวนให้สุกให้ทั่วแต่อย่าให้เมล็ดข้าวฟ่างแตก
          4. เมื่อสุกนำมาเทใส่ในกระด้งหรือมุ้งไนล่อน ผึ่งให้เมล็ดแห้ง
          5. นำมากรอกใส่ขวด จนได้ประมาณครึ่งขวดหรือ 2 ใน 3 ของขวด ใช้สำลีอุดปากขวด หุ้มด้วยกระดาษรัดยางให้แน่น
          6. นำไปนึ่งหม้อนึ่งความดันใช้ความดัน 15-16 ปอนด์/ตารางนิ้ว นาน 35-60 นาที
          7. เมื่อเย็นนำไปเขี่ยเชื้อวุ้นใส่ต่อไป
  
          การเลี้ยงเชื้อในเมล็ดข้าวฟ่าง
          ขั้นตอนในการเขี่ยเชื้อต้องเน้นด้านการปลอดเชื้อ ต้องทำความสะอาดตู้เขี่ยเชื้อ ฉีดพ่นด้วยแอลกอฮอล์ 70% เปิดแสงยูวี ประมาณ 30-60 นาที ขั้นตอนในการปฏิบัติีมีดังนี้
          1. เลือกขวดอาหารวุ้นที่มีเส้นใยของเชื้อเห็ดที่เจริญเ็ต็มผิวหน้าใหม่ ๆ
          2. นำอุปกรณ์เข้าตู้เขี่ยเชื้อ เช่น เข็มเขี่ย ตะเกียง ขวดข้าวฟ่าง
          3. ฉีดพ่นแอลกอฮอล์ตามมือและแขนของผู้ปฏิบัติ ใช้มือที่ถนัดจับเข็มเขี่ยลนไฟฆ่าเชื้อ
          4. หยิบขวดข้าวฟ่าง ใช้อุ้งมือด้านที่ถือเข็มเขี่ยดึงจุกสำลีออก จุกสำลีที่ดึงออกนั้นห้ามวางกับพื้นเด็ดขาด ลนไฟที่ปากขวดข้าวฟ่าง ต้องลนไฟทุกครั้งที่เปิด-ปิดขวด
          5. ใช้เข็มเขี่ยตัดอาหารวุ้นที่มีเชื้อเห็ดออก ขนาดประมาณ 1 ตารางเซนติเมตร แล้วนำไปวางลงบนด้านข้างของขวดข้าวฟ่าง ให้อยู่กึ่งกลางขวด 1 ชิ้นต่อขวด
          6. เขย่าให้เมล็ดข้าวฟ่างเลื่อนมาทับก้อนเชื้ออาหารวุ้น จากนั้นนำไปบ่มไว้ในอุณหภูมิห้อง เชื้อเห็ดก็จะเดินเต็ม ใช้เวลาไม่เท่ากันเฉลี่ยประมาณ 10-20 วัน ขึ้นอยู่กับชนิดเห็ด เมื่อเส้นใยเดินเต็มข้าวฟ่างแล้วควรนำไปใช้ ต่อลงในถุงก้อนอาหารเห็ด หรืออาจเก็บไว้ในตู้เย็นก่อน เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อเห็ดแก่ต่อไป
   
การผลิตถุงเชื้อเห็ด
          ถุงเชื้อเห็ด หมายถึง เชื้อเห็ดที่เลี้ยงในถุงพลาสติก ซึ่งใช้วัตถุดิบเป็นขี้เลื่อยและส่วนผสมต่าง ๆ หรือปุ๋ยหมักก็ได้ เป็นเชื้อที่จะนำไปเปิดดอกเห็ดต่อไป สำหรับเกษตรกรที่เริ่มทำใหม่ ๆ ควรซื้อถุงเชื้อเห็ดจากฟาร์มเก่าไปผลิตดอกเห็ดจนตลาดรับซื้อกว้างขวางแล้วจึงค่อยผลิตก้อนเองต่อไป ขี้เลื่อยไม้ยางพาราเป็นขี้ัเลื่อยที่สามารถนำมาใช้ได้เลย
การเพาะเห็ดถุง
          การเพาะเห็ดในถุงพลาสติกนับเป็นทางเลือกหนึ่ง สำหรับเกษตรกรที่สามารถทำได้ เนื่องจากในแต่ละพื้นที่จะมีวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรที่แตกต่างกันไป เช่น ขี้เลื่อยไม้ยางพารา ขี้เลื่อยไม้เบญจพรรณ ชานอ้อย ไม่ต้องหาซื้อในราคาแพง การเพาะเห็ดถุงสามารถทำได้หลายชนิด ขึ้นอยู่กับความต้องการของตลาด
วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการเพาะเห็ดถุง
          1. วัสดุเพาะ เช่น ขี้เลื้อยไม้ยางพารา ไม้เบญจพรรณ ชานอ้อย อาหารเสริม
          2. แม่เชื้อเห็ด ชนิดที่ต้องการ
          3. ถุงพลาสติกทนร้อนขนาด 6 1/2 x12 1/2 นิ้ว หรือ 8×12 นิ้ว
          4. คอขวดพลาสติกเส้นผ่าศูนย์กลาง 1 1/2 นิ้ว
          5. สำลี, ยางรัด, จุกสำเร็จ
          6. ถังนึ่งไม่อัดความดัน
          7. โรงเรือนหรือที่บ่มเส้นใย และโรงเปิดดอกแยกกัน
  
  
ส่วนผสมก้อนเชื้อเห็ด
          เห็ดนางฟ้าภูฐาน เห็ดนางรม เห็ดยานางิ เห็ดเป๋าฮื้อ เห็ดหูหนู เห็ดกระด้าง (เห็ดลม, เห็ดบด)
               ขี้่เลื่อยไม้ยางพารา          100            กิโลกรัม
รำละเอียด                     5-7             กิโลกรัม
ยิปซั่ม                             2             กิโลกรัม
ปูนขาว                            1             กิโลกรัม
ดีเกลือ                         0.2             กิโลกรัม
น้ำ                           60-70
            เปอร์เซ็นต์  
สูตรที่ 1    
     ขี้่เลื่อยไม้ยางพารา      100              กิโลกรัม
รำละเอียด                 7.5               กิโลกรัม
ยิปซั่ม                      0.5               กิโลกรัม
ปูนขาว                        2               กิโลกรัม
ดีเกลือ                      0.2              กิโลกรัม
น้ำ                        60-70              เปอร์เซ็นต์
          เห็ดขอนขาว           สูตรที่ 2
               ขี้่เลื่อยไม้ยางพารา         100             กิโลกรัม
รำละเอียด                    3-5              กิโลกรัม
น้ำตาลทราย                    3              กิโลกรัม
ปูนขาว                           1              กิโลกรัม
ดีเกลือ                         0.2             กิโลกรัม
น้ำ                           60-70             เปอร์เซ็นต์
     ขี้่เลื่อยไม้ยางพารา      100              กิโลกรัม
รำละเอียด                    3               กิโลกรัม
น้ำตาลทราย                 2               กิโลกรัม
ยิปซั่ม                         2               กิโลกรัม
ปูนขาว                        1               กิโลกรัม
ดีเกลือ                      0.2              กิโลกรัม
น้ำ                        60-70              เปอร์เซ็นต์
          เห็ดหอม         
               ขี้่เลื่อยไม้ยางพารา         100             กิโลกรัม
รำละเอียด                 10-12             กิโลกรัม
น้ำตาลทราย                    2              กิโลกรัม
ยิปซั่ม                            2              กิโลกรัม
ปูนขาว                           1              กิโลกรัม
ดีเกลือ                        0.2              กิโลกรัม
น้ำ                          60-70              เปอร์เซ็นต์
 
          
วิธีการเตรียมวัสดุเพาะ          
          นำส่วนผสมดังกล่าวข้างต้น (สูตรใดก็ได้แล้วแต่หาวัสดุได้) ผสมให้เข้ากันด้วยมือหรือเครื่องผสม แล้วปรับความชื้น 60-70% โดยเติมน้ำพอประมาณ ใช้มือกำวัสดุเพาะบีบให้แน่น ถ้ามีน้ำซึมที่ง่ามมือแสดงว่าเปียกเิกินไป (ให้เติมวัสดุเพาะ) ถ้าไม่มีน้ำซึมให้แบมือออก วัสดุเพาะจะรวมกันเป็นก้อนแล้วแตกออก 2-3 ส่วน ถือว่าใช้ได้้ แต่ถ้าแบมือแล้ววัสดุเพาะไม่รวมตัวกันเป็นก้อน แสดงว่าแห้งไปให้เติมน้ำเล็กน้อย
วิธีการเพาะ
          1. บรรจุวัสดุเพาะใส่ถุงพลาสติกทนร้อน น้ำหนัก 8-10 ขีด ทุบให้แน่นหรือใช้เครื่องอัดให้แน่น ใส่คอขวดรัดปิดด้วยจุกสำเร็จ
          2. นำไปนึ่งฆ่าเชื้อที่อุณหภูมิ 100 องศาเซลเซียส นาน 3 ชั่วโมง
          3. เมื่อก้อนเย็นถ่ายเชื้อเห็ดที่เลี้ยงในเมล็ดข้าวฟ่างโดยเขย่าเชื้อที่เต็มขวดให้แตกร่วน หยอดลงถุง ถุงละ 10-15 เมล็ด เปิดและปิดจุกสำลีโดยเร็ว โดยปฏิบัติใ่นที่สะอาดไม่มีลมโกรก เชื้อเห็ด 1 ขวด ใส่ถุงได้ 40-50 ถุง
          4. นำไปบ่มในโรงบ่ม มีอากาศถ่ายเทสะดวกในอุณหภูมิห้อง เส้นใยจะเจริญเต็มถุง 25-90 วัน ขึ้นอยู่กับชนิดของเห็ด
          5. เมื่อเส้นใยเดินเต็มถุง นำมาเปิดดอกในโรงเรือนเปิดดอกที่สะอาด แสงสว่างพอสมควร การระบายอากาศดี และสามารถเก็บความชื้นสัมพัทธ์ในโรงเรือนมากกว่า 80% ขึ้นไป
ตารางสรุปการเพาะเห็ดถุงแต่ละชนิด
ชนิดเห็ด
ระยะบ่ม
ระยะเกิดดอก
ระยะห่าง
ระหว่าง
รุ่น (วัน)
ผลผลิต
กรัม/ถุง
องศาเซลเซียส
วัน
องศาเซลเซียส
วัน
นางรม
28-38
25-40
28-35
90
10-15
180-300
นางฟ้า
ขอนขาว
เห็ดลม
เป๋าฮื้อ
23-38
45-60
28-35
180
30-40
200-300
หูหนู
28-38
34-40
28-35
90
15-20
300-400
เห็ดหอม
24-32
120
32
90
15-20
200-300
ตีนแรด
30-38
50-60
35
240
30-60
300-400
ยานางิ
24-26
40-50
24-30
180
30-60
200-250

 แสง        : ควรมีแสงสว่างอย่างเพียงพอ
ความชื้น   : 70-80% ยกเว้นเห็ดหูหนู 80-90%

การผลิตดอกเห็ด 
          การผลิตดอกเห็ด คือ การทำให้ก้อนถุงเชื้อเกิดดอกเห็ด ซึ่งการเกิดดอกเห็ด ก็คือ การที่เส้นใยไ้ด้มีการเปลี่ยนแปลงรูปร่างมาอัดตัวกันสร้างเป็นดอกเห็ดขึ้น เมื่ออยู่ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม โดยผลผลิตที่ได้จะดีหรือไม่ขึ้นอยู่กับอาหาร อุณหภูมิ ความเป็นกรด ด่าง ความชื้น การถ่ายเทอากาศ กรรมพันธุ์ และโรคแมลงศัตรูที่รบกวน ซึ่งวิธีการผลิตดอกเห็ดในปัจจุบันได้มีการทำมากมายหลายวิธีดังนี้
          1. การกรีดข้างถุง ใช้วิธีดึงจุกออก เอาคอขวดออก ใช้ยางรัดปากถุงให้แน่น ใช้มีดกรีดข้างถุงแนวเฉียงประมาณ 3-4 รอย แล้วกรีดที่กุ้นถุงเป็นเส้นขนาน 2 เส้น วิธีเปิดดอกโดยวิธีกรีดข้างใช้สำหรับเห็ดหูหนู แล้วนำไปวางเรียงกับพื้นแต่ละก้อนวางให้ห่างกัน ประมาณ 10-15 เซนติเมตร ดอกเห็ดจะออกตามรอยกรีด
   
          2. การดึงจุกออก ใช้วิธีดึงจุกออกจากปากถุง ใช้หางช้อนเขี่ยเมล็ดข้าวฟ่างออกให้หมด วิธีเปิดดอกแบบนี้ใช้กับเห็ดตระกูลนางฟ้า นางรม เป๋าฮื้อ ยานางิ วางในโรงเรือนวางเรียงก้อนแบบตัว A หรือวางเรียงก้อนแบบแขวนด้วยเชือกไนล่อน 4 เส้น ผูกติดกันหัวท้ายใส่แผ่นพลาสติกแข็งเจาะรูร้อยเชือกทั้ง 4 เส้น สำหรับกั้นระหว่างก้อน 3 ก้อน กั้นพลาสติกครั้งหนึ่ง ถ่างให้ห่างออกจากกันเอาก้อนเชื้อวางซ้อน ๆ กัน ดอกเห็ดจะเกิดขึ้นและโผล่ออกมาทางปากถุง
   
          3. การปาดไหล่ถุง ใช้วิธีดึงจุกออก ดึงคอขวดออก ใช้มีดกรีดพลาสติกให้รอบบริเวณไหล่ถุงออกให้หมด วิธีเิปิดดอกแบบนี้ใช้กับเห็ดกระด้าง เห็ดขอนขาว วางในโรงเรือนวางเรียงก้อนแบบตัว A หรือวางเรียงก้อนแบบแขวนด้วยเชือกไนล่อน 4 เส้น ผูกติดกันหัวท้ายใส่แผ่นพลาสติกแข็งแจาะรูร้อยเชือกทั้ง 4 เส้น สำหรับกั้นระหว่างก้อน 3 ก้อน กั้นพลาสติกครั้งหนึ่ง ถ่างให้ห่างออกจากกัน เอาก้อนเชื้อวางซ้อน ๆ กัน ดอกเห็ดจะเกิดขึ้นและโผล่ออกมาทางรอยปาดบริเวณไหล่ถุง
   
          4. การปาดไหล่ถุงและกรีดก้นถุง ใช้วิธีดึงจุกออก ดึงคอขวดออก ใช้มีดกรีดพลาสติกให้รอบบริเวณไหล่ถุงออกให้หมด แล้วกรีดที่ก้นถุงเป็นเส้นขนาน 2 รอย วิธีเปิดดอกแบบนี้ใช้กับเห็ดหอม วางเรียงกับพื้นแต่ละก้อนวางให้ห่างกันประมาณ 10-15 เซนติเมตร ดอกเห็ดจะออกตามรอยปาดบริเวณไหล่ถุง
   
          5. การเปลือยถุง ใช้วิธีดึงจุกและคอออก แล้วแกะถุงพลาสติกออกให้หมดทั้งก้อน นำไปฝังลงดินที่เตรียมไว้เป็นแปลงเหมือนแปลงปลูุกผักทั่วไป แล้วกลบดินให้หนาประมาณ 2-3 นิ้ว แล้วคลุมทับด้วยฟางดอกเห็ดที่จะออกมาก็จะออกเป็นกลุ่มดอกขนาดใหญ่
   
ลักษณะโรงเรือนเปิดดอก
   
การดูแลรักษา
          1. การรดน้ำ นิยมใช้เป็นระบบพ่นเป็นฝอย ซึ่งอาจต่อท่อกับปั้มน้ำที่มีแรงดันพ่นน้ำเป็นละอองละเอียดหรือถ้าไม่มีระบบปั้มน้ำ    จะใช้สายยางธรรมดา หรือบัวรดน้ำก็ได้ โดยรดใ้ห้พอเปียกชื้นไม่ให้มีน้ำขัง เพราะจะทำให้เห็ดเน่าเสียได้ง่าย การรดน้ำอาจทำวันละ 2 ครั้ง คือ เช้ากับเย็น หรือตามสภาพอากาศ คือถ้าสภาพอากาศแห้ง ก็ควรรดเพิ่มเป็นวันละ 3-4 ครั้ง การสูญเสียน้ำของดอกเห็ดและถุงเชื้อเห็ดนั้น จะขึ้นอยู่ีกับความชื้นสัมพัทธ์ของอากาศด้วย ถ้าอากาศมีความชื้นน้อยโดยอากาศร้อนและมีลมพัดดอกเห็ดก็จะแห้งเร็ว ถ้าลมพัดแรงจัดก็จะต้องทำโรงเรือนให้มิดชิดขึ้นและเพิ่มการรดน้ำให้บ่อยครั้งขึ้น น้ำที่ใช้รดควรเป็นน้ำจืดสนิท
เช่น น้ำฝน น้ำประปาที่ีตากแดดให้คลอรีนละเหยไปแล้ว น้ำบ่อ น้ำบาดาลที่ไม่กร่อยเค็ม น้ำจืดที่เราใช้บริโภคทั่วไป น้ำที่รดเห็ดควรมีสภาพเป็นกลาง
          2. การถ่ายเทอากาศ เรือนเพาะเน้นการเก็บรักษาความชื้นมากจะทำให้เกิดสภาพแน่นทึบถ่ายเทอากาศไม่สะดวก การเพาะน้อยก้อนไม่มีปัญหาแต่ถ้าเพาะมากเห็ดแต่ละถุงจะหายใจปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาซึ่้งหากสะสมในเรือนเพาะมาก ๆ จะทำให้ดอกเห็ดบิดเบี้ยว ดอกเล็ก หรือไม่ออกดอก ดังนั้นควรจัดโรงเรือนให้โปร่งทางด้านล่าง หรือเปิดประตูหรือหน้าต่างโรงเรือน เพื่อถ่ายเทอากาศทิ้งไว้สักครู่แล้วจึงค่อยเข้าไปทำงานได้
          3. อุณหภูมิกับการผลิตดอกเห็ด เห็ดต่างชนิดกันจะชอบอุณหภูมิในขณะสร้างดอกแตกต่างกัน จึงควรเลือกเพาะเห็ดแต่ละชนิดให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม โดยเห็ดที่มีปัญหามากที่สุดคือ เห็ดที่ชอบอากาศหนาวเย็นมาก ๆ เช่น เห็ดหอม ซึ่งชอบอุณหภูมิประมาณ 15 องศาเซลเซียส เห็ดนางฟ้าบางชนิดชอบอากาศเย็นแต่น้อยกว่าเห็ดหอม ส่วนเห็ดที่ชอบอากาศอบอุ่นธรรมดาของฤดูฝนและฤดูร้อน เช่น เห็ดนางรม เห็ดหูหนู เห็ดเป๋าฮื้อ ส่วนเห็ดที่ชอบอากาศร้อนชื้น เช่น เห็ดกระด้าง เห็ดขอนขาว
เห็ดชนิดต่าง ๆ ที่เพาะในถุง
 
                                      เห็ดนางฟ้า                                                  เห็ดนางรม
 
                                       เห็ดเป๋าฮื้อ                                                เห็ดหูหนูขาว
 
                                   เห็ดขอนขาว                                                  เห็ดหอม
 
                      เห็ดลม (เห็ดกระด้าง, เห็ดบด)                                         เห็ดยานางิ
 
                                      เห็ดหูหนูดำ                                                 เห็ดต่งฝน
เห็ดตีนแรด
เรียบเรียงโดย
นางสาวสราลี ภูสวัสเจริญ นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ
เอกสารอ้างอิง
กรมส่งเสริมการเกษตร. 2543. เทคนิคการเพาะเห็ดถุง. ฝ่ายเอกสารคำแนะนำ กองเกษตรสัมพันธ์ กรมส่งเสริมการเกษตร.
เว็ปไซต์อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง
          •  http://www.rakbankerd.com/agriculture/in_agricultural/sub_agricultural_1.html?sub_id=2700&head
          •  http://www.doae.go.th/Library/html/detail/nangfa/index.htm
          •  http://www.fisheries.go.th/cf-kung_krabaen/agricul.htm
พาวเวอร์พอยย์การทำก้อนเห็ด พาวเวอร์พอยย์การเปิดดอกเห็ด
ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร จังหวัดนครราชสีมา (พืชสวน)
111 หมู่ 10 ตำบลโคกกรวด อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา 30280
Tel. 0-4446-5115, 0-4446-5770 Fax. 0-4446-5115
Webmaster : นางสาวชื่นดวงใจ คงบาล  ที่ปรึกษา : นายอนุสร จันทร์แดง ผู้อำนวยการศูนย์ฯ
E-mail :
aopdh06@doae.go.th

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s